ร้อยพลังการศึกษากลไกสร้างความร่วมมือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม ส่งมอบห้องเรียนดิจิตัลต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ร้อยพลังการศึกษากลไกสร้างความร่วมมือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม
ส่งมอบห้องเรียนดิจิตัลต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กศส.) ในปี 2567 พบว่ามีเด็กกว่า 1.02 ล้านคน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ยากจนและห่างไกล และครอบครัวเปราะบาง ที่ส่งผลให้เด็กไม่สามารถเรียนหนังสือต่อได้จนจบการศึกษา 

จากการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ มาอย่างยาวนาน ในวันนี้โครงการร้อยพลังการศึกษาได้เข้ามาเปลี่ยนห้องเรียนธรรมดา ให้กลายเป็นห้องเรียนดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เต็มไปด้วยความหวัง สร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตของเด็กไทย ในพื้นที่โรงเรียนบ้านวังเพลิง จ. ลพบุรี ที่สำคัญคือ พร้อมทำหน้าที่เป็นโชว์รูมห้องเรียนต้นแบบ เพื่อขยายผลความร่วมมือกับภาคเอกชนด้วยกลไกการสนับสนุนของภาครัฐและภาคสังคม

คุณอุทุมพร แจ่มเมือง รองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดลพบุรี ได้มาร่วมสัมผัสห้องเรียนใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งนี้ เธอเล่าว่า โครงการนี้เกิดจากการร่วมมือของหลายฝ่าย โดยกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ได้เข้ามาเป็นแรงผลักดันสำคัญ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษายุคใหม่

โรงเรียนบ้านวังเพลิงเป็นเครือข่ายของมูลนิธิยุวพัฒน์มาเป็นระยะเวลา 6-7 ปีแล้ว ปัจจุบันมีนักเรียนที่ได้รับทุนจากมูลนิธิถึง 6 คน นอกจากทุนการศึกษาแล้ว นักเรียนที่นี่ได้รับโอกาสเข้าถึงหลักสูตรดิจิทัลที่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในตำราเรียน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อโลกอนาคต

สิ่งที่ร้อยพลังการศึกษาได้มาร่วมพัฒนาโรงเรียน สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับโรงเรียนทั้งด้านการบริหารจัดการหลักสูตร  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากเครื่องมือที่ดีและมีมาตรฐาน มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเท่าทันกับเทคโนโลยีในอนาคต คุณครูก็ได้รับการเติมเต็มความรู้และเตรียมความพร้อมให้สามารถสอนเด็กได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเราได้เห็นเด็กนักเรียนมีความสุข และความสนุก ในการเรียนรู้จากเครื่องมือการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เด็กเป็นศูนย์กลาง

 จากกระดานดำสู่หน้าจอที่เปิดโลกกว้าง

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ มองว่าการสร้างห้องเรียนดิจิทัลนี้ไม่ใช่แค่การให้เครื่องมือการเรียนรู้ใหม่ ๆ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดกับเด็กๆ ซึ่งโครงการร้อยพลังการศึกษานั้นพยายามพัฒนาบทบาทของตนเองในการเป็นกลไกสร้างความร่วมมือทั้งจากภาคสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้คุณวิเชียรได้ขยายความถึงกลไกการทำงานของร้อยพลังการศึกษาเพิ่มด้วยว่า

“ร้อยพลังการศึกษาเป็นกลไกที่เชื่อมโยงภาคีการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนเพื่อมอบโอกาสการเรียนรู้ที่รอบด้านให้กับเด็กไทย ผ่าน 6 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ โครงการทุนการศึกษาโดยมูลนิธิยุวพัฒน์  ห้องเรียนดิจิทัลด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดย เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ห้องเรียนดิจิทัลวิชาภาษาอังกฤษโดยวินเนอร์ อิงลิช โครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Teach for Thailand) โครงการครูแนะแนวรุ่นใหม่ เพื่อช่วยให้นักเรียนได้ค้นหาเส้นทางอาชีพของตัวเอง โดย a-chieve และส่วนสุดท้ายคือการส่งเสริมจริยธรรมและคุณธรรมให้กับเด็กในโครงการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม ปัจจุบันได้พัฒนาและนำเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการศึกษาเข้าสู่โรงเรียน วิทยาลัย และศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ ขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ”

การพัฒนาห้องเรียนต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้ เป็นการนำร่องพัฒนาโดยใช้กลไกการสนับสนุนของภาครัฐ โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มี มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม กระตุ้นให้ภาคเอกชนร่วมลงมือพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ ประกอบด้วย ด้านการเกษตร การบริหารการจัดการน้ำแบบองค์รวม พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ด้านการท่องเที่ยวชุมชน ด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมในชุมชน รวมไปถึงด้านการลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 โดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี กล่าวคือจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลระยะเวลา 3 ปี วงเงิน 120% ของเงินสนับสนุนที่จ่ายจริงตามที่สำนักงานกำหนด  และในกรณีการสนับสนุนด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลระยะเวลา 3 ปี วงเงิน 50% ของเงินสนับสนุน

“ความร่วมมือของภาคสังคม และการสนับสนุนของภาครัฐที่เข้มแข็ง เมื่อสองส่วนมาร้อยพลังเข้าด้วยกัน ประกอบการเสริมพลังการขยายผลจากภาคเอกชนที่มีความสนใจในประเด็นปัญหาสังคม โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายผลความร่วมมือ เพื่อปิดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กได้อีกเป็นจำนวนมาก”

จากลพบุรีสู่เป้าหมายการขยายผลกับโรงเรียนทั่วประเทศ

คุณธานินทร์ ทิมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด หนึ่งในภาคีเครือข่ายร้อยพลังการศึกษา พูดถึงโรงเรียนบ้านวังเพลิงด้วยรอยยิ้ม “ที่นี่ไม่ใช่แค่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ แต่เป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นของครูและนักเรียนที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง และมีคุณครูที่แอคทีฟในการให้ความรู้ ด้วยเป้าหมายที่นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา

วันนี้ ห้องเรียนดิจิทัลของโรงเรียนบ้านวังเพลิงไม่ได้เป็นเพียงโชว์รูมของเทคโนโลยีการศึกษา แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน อนาคตของเด็กไทยก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวไกล เพื่อสร้างโรงเรียนแห่งโอกาสให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ

ภาคเอกชนที่สนใจสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน หรือขยายผลในด้านอื่นๆ ร่วมกัน
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมโครงการร้อยพลังการศึกษาที่ www.collaborationforgoodsociety.org/network   
เบอร์ โทรศัพท์ 02 301 -1117

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มูลนิธิเพื่อคนไทย, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันแถลง “ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งนายก อบจ.”

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มูลนิธิเพื่อคนไทย, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันแถลง
“ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งนายก อบจ.”

สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงนี้ที่ควรต้องจับตามองเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน คือการเลือกตั้งนายก อบจ.และ ส.จ.อีก 46 จังหวัด ที่กำลังจะหมดวาระลงในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ และจะมีการเลือกตั้งพร้อมกันในวันที่ 1 ก.พ.ปี 2568 ที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตอย่างมาก

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มูลนิธิเพื่อคนไทย, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันแถลง “ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งนายก อบจ.” สำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,017 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-11 ตุลาคม 2567 โดยเป็นประชาชนจากเขตเมืองใหญ่ 33% เขตชนบท 67% เป็นผู้ที่เคยเลือกตั้งมาแล้ว 80% และเป็นผู้เลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) 20%

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัย ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจพบประชาชน 62.4% ติดตามและเฝ้ารอที่จะไปเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.จ.ในครั้งนี้  ขณะที่ 37.4% ไม่ได้ตั้งใจติดตามมากนักแต่จะไปเลือกตั้ง และ 0.2% ไม่ได้ติดตามและจะไม่ไปเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าระหว่างผู้สมัครที่สังกัดและไม่สังกัดพรรคการเมืองระดับชาติจะเลือกผู้สมัครแบบใดมากกว่า พบว่า 57.2% เลือกผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง ขณะที่ 42.8% เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง โดย First Voter เลือกที่สังกัดพรรคการเมืองเป็นส่วนใหญ่ที่ 54.5%

คนไทยรับรู้ว่ามีการทุจริตในระดับ อบจ. แต่ยังรับได้หากทำให้เจริญ  เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยมีการทุจริตงบประมาณท้องถิ่นเป็นมูลค่ามหาศาล พบว่า 95.4% รับทราบ รับรู้ผ่านสื่อและข่าวสาร และรับทราบจากประสบการณ์ตรง ทั้งการสังเกตว่างานไม่ได้มาตรฐาน พบเห็นการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง ผ่านคำบอกเล่าในท้องถิ่น และพบเห็นด้วยตนเอง

อย่างไรก็ดีนโยบายเรื่องความโปร่งใส การต่อต้านคอร์รัปชันอาจไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครมากนัก โดยพบว่า 85% ยังคงเลือกผู้สมัครท่านนั้น แม้จะไม่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันเลยก็ตาม แต่จะมองว่าเป็นคนทำงานหรือคนคุ้นเคยหรือไม่ และที่ผ่านมามีผลงานดี เข้าใจปัญหาท้องถิ่น ไม่มีประวัติเสีย และมองว่าการที่นักการเมืองไม่ค่อยชูประเด็นความโปร่งใสหรือนโยบายต่อต้านการทุจริต เพราะจะเป็นการสร้างศัตรูทางการเมือง มีแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และเป็นนโยบายที่ทำเองไม่ได้

ผลสำรวจที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ “หาก อบจ. มีการทุจริตคอร์รัปชันบ้าง แต่มีผลงานและทำประโยชน์ให้พื้นที่ของท่านเป็นเรื่องที่รับได้” พบว่าคนส่วนใหญ่กว่า 40.4% เห็นด้วย ขณะที่ 32% ไม่แน่ใจ และไม่เห็นด้วยเป็นส่วนน้อยที่ 27.6% กลุ่ม First Voter ส่วนใหญ่ตอบไม่เห็นด้วย

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจครั้งนี้พบว่าคนอาจไม่ได้คำนึงถึงความซื่อสัตย์มากขนาดนั้น เมื่อเทียบกับการเมืองใหญ่ระดับประเทศที่คนต้องการเรื่องความโปร่งใส ต่อต้านการทุจริตมากกว่า

“ในการเมืองระดับประเทศเวลาทำเรื่องดัชนีคอร์รัปชัน คนรุ่นใหม่และคนที่มีสิทธิเลือกตั้งในปัจจุบันจะปฏิเสธการโกงแต่ทำให้เจริญมากขึ้น แต่ในระดับท้องถิ่นยังไม่เหมือนระดับประเทศ จากที่ทำการสำรวจมาตลอด พบว่าในระดับประเทศมีน้อยกว่า 5% ที่ยังเอารัฐบาลที่โกงแล้วพัฒนาประเทศ ขณะที่อีก 95% ไม่ยอมรับ แต่เมื่อมาดูการเลือกตั้ง อบจ. ในคำถามว่าทุจริตแต่สร้างผลงานเป็นเรื่องที่รับได้ กลับเห็นด้วยถึง 40.4% จึงมีอีกหลายอย่างที่พรรคการเมือง ภาคการเมือง ภาคประชาชน องค์กรต่างๆ ต้องทำงานร่วมกัน” รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการซื้อเสียงเกิดขึ้นหรือไม่ ส่วนใหญ่ 68% ตอบว่าเกิดขึ้นโดยทั่วไป ขณะที่ 27.3% เชื่อว่าเกิดขึ้นในบางพื้นที่เท่านั้น และ 4.7% ไม่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้น โดยได้สอบถามราคาในการซื้อเสียงในแต่ละภูมิภาคพบว่า ราคาต่ำสุดอยู่ที่ภาคกลาง 100 บาท ขณะที่ราคาสูงสุดอยู่ที่ภาคเหนือ 5,000 บาท เฉลี่ยทุกภูมิภาคคาดว่าจะมีการซื้อเสียงที่ 903 บาทต่อคน

ขณะเดียวกันเมื่อถามว่า ยอมรับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งนายก อบจ.และ ส.จ.ได้หรือไม่ กว่า 63.7% บอกว่ายอมรับได้ โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติในการเลือกตั้งท้องถิ่น และเป็นสินน้ำใจ ค่าเดินทาง อย่างไรก็ดี 56% ตอบว่าเมื่อรับเงินแล้ว จะไม่เลือกคนที่จ่ายเงินให้ เพราะต้องการที่จะต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน ยึดมั่นในหลักจริยธรรมและความถูกต้อง ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง แต่มีโอกาสจะเปลี่ยนใจเลือกผู้สมัครได้หากมีการจ่ายเงินสูงกว่า 2,784 บาท

รศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้ง อบจ.เฉพาะจังหวัดที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2568 รวมทั้งหมด 46 จังหวัด จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 28.22 ล้านคน ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ 60% และหากมีการซื้อเสียงที่หัวละ 900 บาท คาดว่าจะมีเงินสะพัดช่วงเลือกตั้งมากกว่า 15,000 ล้านบาท

ความหวังแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในการเมืองท้องถิ่น

ขณะเดียวกันแม้ผลสำรวจจะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีการทุจริตในระดับท้องถิ่นหรือระดับจังหวัดและมองเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อถามว่าอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ พบว่ากว่า 93.6% อยากมีส่วนร่วม เพราะอยากสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเมือง ช่วยให้เกิดการตรวจสอบ สร้างความเท่าเทียมและความยุติธรรม แสดงความเป็นพลเมืองที่ดีและเพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณที่โปร่งใสด้วย

นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวว่า หวังว่าการสำรวจทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป ที่จะได้รับรู้ความเห็นของตนและของคนอื่นๆ และรับรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับนักการเมืองและผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่าประชาชนอยากได้อะไร อยากเห็นนักการเมืองเข้ามาทำประโยชน์อะไรในท้องถิ่น และคงเป็นประโยชน์กับองค์กรที่มีหน้าที่ในการกำกับการเลือกตั้ง เช่น กกต. เพราะผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีการซื้อเสียง ก็หวังว่า กกต.จะรับทราบเรื่องนี้ และทำงานด้วยความขยันขันแข็งในการป้องกัน เช่นเดียวกับผลสำรวจที่บอกว่าประชาชนรับรู้ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ป.ป.ช. อาจต้องมีการตรวจสอบและดำเนินการเพิ่มเติมมากกว่าเดิม

“มีเรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกดีใจ คือประชาชนตื่นรู้ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน และเมื่อได้รับเงินซื้อเสียงมาแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไม่เลือกให้คนซื้อเสียง นั่นหมายความว่าการซื้อเสียงอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป ใครที่จะลงทุนก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน และที่เป็นคุณอย่างมาก คือการที่ประชาชนได้แสดงความเห็นว่าอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นจุดพลิกผันที่แท้จริง”


ที่มาเนื้อหา https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2827777

DCS ร่วมกับโครงการ FOOD FOR GOOD จัดกิจกรรม DCS : Well Being (Happy Mind) “สุขจากการให้ สุขอย่างยั่งยืน”

บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ร่วมกับโครงการ FOOD FOR GOOD
จัดกิจกรรม DCS : Well Being (Happy Mind) “สุขจากการให้ สุขอย่างยั่งยืน”

เพราะความสุขของเด็ก ๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีโภชนาการที่ดีให้กับพวกเขา รวมถึงส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการให้กับคุณครูที่เป็นผู้ดูแลและจัดการเรื่องอาหารในโรงเรียน บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS)  ได้สร้างการมีส่วนร่วมกับพนักงานในบริษัท และโครงการ FOOD FOR GOOD เพื่อ “ลดจำนวนเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ”  

บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS) และโครงการ Food for Good ได้ร่วมจัดกิจกรรม DCS : Well Being (Happy Mind) “สุขจากการให้ สุขอย่างยั่งยืน” ณ โรงเรียนวัดทางพระ จังหวัด อ่างทอง  เพื่อสนับสนุนโภชนาการทางอาหารที่ดีให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ขาดโอกาส โดยมีผู้บริหารและพนักงานจาก DCS ร่วมให้ข้อมูลและแนะนแนวการเปิดโลกอาชีพสาย IT เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนอีกด้วย

กิจกรรมครั้งนี้เป็นการส่งเสริมพนักงานของบริษัทฯ ได้ตระหนักของการเป็นผู้ให้ และได้ลงมือทำเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้มีโภชนาการที่ดี เติบโตอย่างสมวัย

 

NocNoc จับมือ ปันกัน ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ฉลองวันเกิดครบ 5 ปี กับ แคมเปญ NocNoc ปันให้…ปันกัน

NocNoc จับมือ ปันกัน ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน
ฉลองวันเกิดครบ 5 ปี กับ แคมเปญ NocNoc ปันให้…ปันกัน

NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ ฉลองวันเกิดครบ 5 ปี NocNoc Make a Wish Foundation จับมือ “ร้านปันกัน” โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ จัดกิจกรรม NocNoc ปันให้…ปันกัน ชวนลูกค้าและพนักงานร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ด้วยการบริจาคสิ่งของสภาพดีให้ร้านปันกัน นำไปเปลี่ยนเป็นเงินทุนการศึกษาแก่เด็ก ๆ ที่ขาดโอกาส ใน มูลนิธิยุวพัฒน์ พิเศษ! สำหรับผู้ที่นำมาบริจาคที่ร้านปันกันทุกสาขา รับเลย NocNoc Voucher มูลค่า 100 บาท ช้อปของแต่งบ้านบนแพลตฟอร์ม NocNoc (ไม่มีขั้นต่ำ) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2567 

นายอนุพงศ์ ทะสดวก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าและพาณิชย์ บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด หรือ NocNoc เผยว่า NocNoc  มีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน คือการเป็น Home and Living Destination ที่พร้อมช่วยให้ทุกคนในอาเซียน เติมเต็มทุกพื้นที่ในการใช้ชีวิตได้อย่างที่ฝัน หนึ่งในแผนดำเนินธุรกิจในระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืนที่มีประสิทธิผล คือการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างสมดุลที่ดีให้สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ผ่าน Ecosystem ที่เรามีร่วมกัน เช่น ระบบเทคโนโลยี (AI Ecosystem), บุคลากร เป็นต้น 

การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ซี่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) อย่าง “ปันกัน” จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ NocNoc เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืนมากขึ้น   โดยมุ่งเน้นให้ผู้ที่มี่ส่วนเกี่ยวข้องใน Ecosystem ของ NocNoc ทั้งลูกค้า พนักงาน ร้านค้า พาร์ทเนอร์ ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ NoNoc ปันให้ … ปันกัน” 

ด้านนางฐาปนีย์ สินาดโยธารักษ์ ผู้อำนวยการร้านปันกัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า NocNocและปันกันมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน คือต้องการทำให้ทุกความฝันเป็นจริงได้ การร่วมมือกับ NocNoc ซึ่งเป็น Home and Living Destination ในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ได้เรียนต่อจนจบตามที่ฝันและตั้งใจ อีกทั้งแคมเปญนี้ยังช่วยให้ปันกันขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมของผู้ปันในกลุ่มสินค้า Home and Living ได้กว้างมากขึ้นด้วย

NocNoc ปันให้…ปันกัน นอกจากจะเป็นแคมเปญที่ผลักดันในการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ NocNoc ตั้งใจชวนให้ทุก ๆ บ้านได้แบ่งปันเวลาในการจัดบ้าน เคลียร์บ้าน และคัดเลือกสิ่งของสภาพดีที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วมาบริจาคเพื่อเปลี่ยนเป็นทุนการศึกษา อาทิ เฟอร์นิเจอร์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  เครื่องครัว ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หมวก หนังสือ ฯลฯ (คลิกอ่าน ปันอะไรได้บ้าง)  ร่วมบริจาคได้แล้ววันนี้ – 31 ธันวาคม 2567 ที่ร้านปันกัน ทุกสาขา(คลิกดูสาขาปันกัน) พร้อมรับ NocNoc Voucher มูลค่า 100 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าและบริการเรื่องบ้านบนแพลตฟอร์ม NocNoc เมื่อช้อปไม่มีขั้นต่ำ  NocNoc Voucher มีจำนวนจำกัด โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันกับโครงการร้านปันกัน โดย มูลนิธิยุวพัฒน์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายงานพัฒนาธุรกิจและสร้างการมีส่วนร่วม โทร. 02 301 1021/ adminpankan@ybf.premier.co.th / Line @pankansociety

“Colour to Table x Limited education” โดยกลุ่มแฟนคลับ พีพี กฤษฏ์ ร่วมแก้ปัญหาสังคมสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

"Colour to Table x Limited education” โดยกลุ่มแฟนคลับ พีพี กฤษฏ์
ร่วมแก้ปัญหาสังคมสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

เพราะการแก้ไขปัญหาสังคมขนาดใหญ่จะเกิดผลสำเร็จได้ต้องเกิดจากพลังของความรักความร่วมมือเช่นเดียวกับ “โครงการ Colour to Table”  

ตัวแทนกลุ่มแฟนคลับศิลปินพีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ชื่อ “โปรเจกต์ พีพี กฤษฏ์ (PROJECTPPKRITT)” ร่วมมอบเงินบริจาค 43,485 บาท จากการเชิญชวนกลุ่มแฟนคลับของศิลปิน เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างยั่งยืน กับแคมเปญ “Colour to Table” ที่ร่วมกับ Limited education ด้วยการบริจาคพร้อมรับของที่ระลึกเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดศิลปิน  โดยหลังจบแคมเปญ เงินบริจาค 63,985 บาทหลังหักค่าใช้จ่ายจากการผลิตของที่ระลึก ได้นำมามอบให้กับโครงการ FOOD FOR GOOD มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อเป็นทุนในการพัฒนางานโภชนาการในโรงเรียนต่อไป

ขอขอบคุณทุกพลังความรักและพลังน้ำใจ ของกลุ่มแฟนคลับพีพี กฤษฎ์ ที่ร่วมสร้างสรรค์แคมเปญสุดพิเศษในนามศิลปิน เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของสังคมได้อย่างยั่งยืน

ท่านที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สามารถเข้ามาร่วมมือกับร้อยพลังการศึกษาได้ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาสให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เบอร์  02-301-1117 อีเมล tcfe@ktf.premier.co.th

มูลนิธิเพื่อคนไทย สนับสนุนทุนการศึกษาและการดำเนินงาน สถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่

มูลนิธิเพื่อคนไทย สนับสนุนทุนการศึกษาและการดำเนินงาน
สถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่

กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ และพัฒนาพลังพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม (Active Citizen) โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิเพื่อคนไทย ได้สนับสนุนเงินจำนวน 15 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาและ สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายในระยะเวลา 5 ปี  

โดยศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอร ภู่เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ รับมอบเงินจาก คุณวิเชียร พงศธร มูลนิธิเพื่อคนไทย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องรับรอง ม..ปิ่น มาลากุล สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปันกัน ขอขอบคุณ ลาลามูฟ ผู้ใหญ่ใจดีที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “สังคมแห่งการแบ่งปัน”

ปันกัน ขอขอบคุณ ลาลามูฟ ผู้ใหญ่ใจดี
ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “สังคมแห่งการแบ่งปัน”

จากกิจกรรมในเดือน ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ร้านปันกันได้ร่วมกับ ลาลามูฟ ทำแคมเปญเคลียร์บ้าน ต้อนรับปีใหม่มอบส่วนลดค่าบริการ 50% (สูงสุด 85 บาท) สำหรับผู้ที่ต้องการขนส่งสิ่งของบริจาคไปยังคลังปันกัน   โดยแคมเปญได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  ลาลามูฟยังคงสานต่อความร่วมมือ ด้วยการสนับสนุนการขนส่งสินค้าแบ่งปันจากคลังปันกันไปยังร้านปันกัน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว และสาขาเดอะไนน์ พระราม 9 สัปดาห์ละ 4 รอบ เพื่อร่วมช่วยเหลือการดำเนินงานของปันกันในการนำสิ่งของบริจาคสภาพดีไปเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทุนในมูลนิธิยุวพัฒน์  โดยได้เริ่มต้นบริการแล้วเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่ต้องการนำสิ่งของบริจาคให้ปันกัน สามารถใช้บริการกับลาลามูฟ ภายใต้แคมเปญเคลียร์บ้าน ต้อนรับปีใหม่  พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 50% ได้ตั้งแต่วันนี้พฤษภาคม 2567  อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.lalamove.com/th-th/pankan  

หรือโทร 02-301-1096, 081-903-6639

ปันกัน ขอขอบคุณ ลาลามูฟ  ผู้ใหญ่ใจดีที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งการแบ่งปันในครั้งนี้  สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจสร้างความร่วมมือกับปันกัน ติดต่อได้ที่ งานพัฒนาธุรกิจและสร้างการมีส่วนร่วม โครงการปันกัน  โทร. 02 301 1021  https://lin.ee/2mIchE2

Help You,Help Me ปีที่ 5 คึกคัก “เทลสกอร์” จับมือมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” มอบรางวัล “สื่อบุคคล” ช่วยภาคสังคม

“Help You,Help Me” ปีที่ 5 คึกคัก “เทลสกอร์” จับมือมูลนิธิเพื่อ “คนไทย”
มอบรางวัล “สื่อบุคคล” ช่วยภาคสังคม

เทลสกอร์ร่วมกับมูลนิธิเพื่อคนไทยและร้อยพลังสร้างสังคมดีประกาศผลรางวัล 7 แคมเปญเพื่อสังคมที่ได้รับรางวัลสื่อบุคคลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แก่ผู้ส่งข้อเสนอโครงการร่วมกิจกรรม “Help You, Help Me : Influencer for Changeต่อเนื่องสู่ปีที่ 5 โดยในปีนี้มี 25 แคมเปญฯ เข้ารอบพิจารณา และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก ทั้งจากภาคสังคม ภาคธุรกิจและภาคสื่อกว่า 30 องค์กร

โครงการ Help You,Help Me ภายใต้แนวคิด Influencer for Change โดย Tellscore หนึ่งในผู้นำด้านการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ เกิดขึ้นด้วยคุณค่าหลักคุณช่วยสังคม ให้เราช่วยคุณด้วยความเชื่อว่า พลังของอินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในประเด็นทางสังคมได้อย่างมีนัยยะสำคัญ วัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้พลังการสื่อสารของอินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ บรรเทาปัญหาสังคมที่หลากหลายผ่านคอนเทนต์ที่มีพลังและความคิดสร้างสรรค์ และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการสื่อสารเพื่อภาคสังคมให้อินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ได้เติบโตไปกับสังคมไทยที่ดีขึ้นด้วย 

ทั้งนี้ แคมเปญที่ได้รับรางวัลของปี 2567 จะเป็นโครงการที่ผ่านการเลือกสรรโดยคณะกรรมการจากเทลสกอร์ว่ามีความเหมาะสมที่จะใช้สื่อบุคคลสื่อสารระดมการมีส่วนร่วมจากประชาชน ในปีนี้มี 7 แคมเปญเพื่อสังคมที่ได้รับรางวัลมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.โครงการ Hmong Cyber Season 5  (Hmong Cyber Social Enterprise )  2. โครงการ ต้องแฉ MustShare แคมเปญ สังคมยกมือ (แฮนด์วิสาหกิจเพื่อสังคม)3. โครงการ No Tree No Breath No life (มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่) 4. โครงการ Dao Ethical Gifts  (Dao Ethical Gifts) 5. โครงการ ทุนการศึกษา (มูลนิธิยุวพัฒน์) 6. โครงการ Saturday School  (มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์) 7. โครงการ Change Journey  ( สมดุลย์ฯ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาว และพัฒนาสมดุลชีวิตองค์รวม) และรางวัลปีนี้พิเศษตรงที่จะเป็นสื่ออินฟลูเอนเซอร์/ครีเอเตอร์ที่มีจำนวนผู้ติดตามหลักแสนคน (Medium Influencer/Creator) รางวัลละ 3 สื่อบุคคล อีกทั้งยังเน้นช่องทาง Tiktok  เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามใหม่ๆ ให้กับภาคีภาคสังคมให้มากที่สุด 

คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวว่า การที่โครงการนี้มีความต่อเนื่องสู่ปีที่ 5 ก็เพราะเกิดการยื่นมือเข้ามาช่วยซึ่งกันและกัน  แน่นอนว่า มีองค์กร บุคคลที่ทำงานด้านสังคมอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่มีให้เกิดประโยชน์ และประสานเชื่อมโยงกัน   

ผมคิดว่า ทุกคนสามารถเป็นตัวคูณในการแก้ไขปัญหาสังคมได้ ดังที่เทลสกอร์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่สื่อบุคคลให้มาช่วยภาคสังคม ขอขอบคุณทุกองค์กรที่หยิบยื่นทรัพยากรที่มีมาช่วยกันพัฒนาและยกระดับสังคมให้เข้มแข็งขึ้น เป็นสังคมที่ดีแก่คนถ้วนหน้าประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทยกล่าว

คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาสังคมมีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผู้สูงวัย คนพิการ หนี้ครัวเรือน หรือสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ขณะเดียวกันมีหน่วยงานภาคสังคมที่กำลังทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการชักชวนผู้คนมาร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แม้ไม่มีความพร้อมในทุนทรัพย์ หรือองค์ความรู้ที่จะช่วยสร้างการรับรู้และกระจายผลงานให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง เทลสกอร์จึงขอเติมเต็มช่องว่างที่หายไปด้วยการนำความชำนาญด้านอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เกตติ้งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนในการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น

สื่อบุคคลในระบบเทลสกอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารแคมเปญเพื่อสังคมให้เข้าถึงประชาชนทั่วไป จนเกิดกระบวนการทำซ้ำด้านความดี และผลกระทบทางสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหลังกระบวนการสื่อสาร ไม่ว่าจะสื่อสารเพื่อช่วยภาคสังคมระดมทุน หรือเชิญชวนประชาชนมาเป็นอาสาสมัคร หรือมาร่วมกิจกรรมคุณสุวิตากล่าว

คุณสุดาพร สิงหเทพธาดา ผู้จัดการ Dao Ethical Gifts ธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งเน้นเสริมพลังผู้หญิงเปราะบาง หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลกล่าวว่ารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้เพราะต้องการแรงสนับสุนจากสื่ออินฟลูอินเซอร์ที่มีใจมากช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและขยายผลงานพัฒนาความยั่งยืนและเสริมพลังผู้หญิงกลุ่มเปราะบางด้วยการเชิญชวนสังคมมาอุดหนุนสินค้าฝีมือแม่ๆ เหล่านี้ โครงการ Help You,Help Me ไม่ใช่การแข่งขัน เพราะผู้นำเสนอโครงการทุกท่านต่างเป็นผู้ชนะตัวจริงด้วยคุณค่าที่ทุกคนได้สร้างประโยชน์ให้สังคมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

คุณอรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees เปิดใจว่า รู้สึกยินดีที่ครั้งนี้ Big Trees ได้รางวัลเพราะคณะทำงานตั้งใจมาก มีการปรับแก้สไลด์นำเสนอและซ้อมกันหลายรอบถึงขนาดว่าถ่ายคลิปแล้วดูตัวเองด้วยว่าต้องปรับปรุงอย่างไร และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มาจากการได้เข้าเวิร์คชอปหัวข้อการนำเสนอโครงการที่ดีจากงาน Good Society  Day ที่ผ่านมา

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่มาร่วมกิจกรรม Help You,Help Me ปีนี้ อาทิ คุณศศิภัทร์  อิทธิโสภณพิศาล (TikTok: ive_sasi), คุณปริญญาทิพย์  แก้วบัวดี (TikTok: sstangbah), คุณณัฐรดา สุขสุธรรมวงศ์ (TikTok: krutookta_natrada), คุณยุวดี   ปิ่นทองทิพย์  (Facebook: January Pinthongtip) และคุณอัญชิษฐา เรียบร้อย (Facebook: Anchittha Riabroi) รวมทั้งเครือข่ายภาคธุรกิจที่เข้ามาร่วมมือเป็นปีแรก ประกอบด้วย บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, COBE by SC Asset, บมจ.ซีพี ออลล์, ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ SCBX NEXT TECH 

ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการจัดกิจกรรม Help You, Help Me มีหน่วยงานภาคสังคมเข้าร่วมเสนอโครงการมากกว่า 100 โครงการ และมีโครงการที่ได้รับสนับสนุนสื่ออินฟลูเอนเซอร์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 24 โครงการ มีอินฟลูเอนเซอร์ร่วมผลิตคอนเทนต์เพื่อช่วยสื่อสารขยายผลไปกว่า 1,200 คน สำหรับใน ปี 2567 นี้ ได้รับความสนใจจาก 25 ภาคีภาคสังคมร่วมส่งนำเสนองาน และมีองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 30 องค์กร นอกจากนั้น ยังมีผู้นำทางความคิด เช่น ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอรัปชัน (ประเทศไทย) รวมทั้ง คุณกาวิน ควงปาริชาต ผู้ร่วมก่อตั้ง DOTS COFFEE ร้านกาแฟที่มีผู้พิการทางสายตาเป็นบาริสต้ามาแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้รับสนับสนุนสื่อจากโครงการนี้ด้วย

สามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพื่อสังคมที่ร่วมกิจกรรม Help You,Help Me เพื่อยื่นมือเข้ามาช่วยกันอีกแรง ได้ที่ https://helpyouhelpme.tellscore.com/  หรือรับชมวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=ruhrQJnf91s

Good Society Day 2024 รวมพลคนสร้างสังคมดี

ขอบคุณทุกคนทีมีส่วนร่วมกับงาน
Good Society Day 2024 รวมพลคนสร้างสังคมดี
เพราะทุกคนคือ Dots เล็กๆ ที่จะเชื่อมต่อเป็นพลังเพื่อขับเคลื่อนสังคมของเราให้ดีขึ้น

งาน Good Society Day 2024 งานที่ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อจุดพลังให้คนภาคสังคมมีใจอีกครั้ง  งานนี้มีทั้งหน่วยงานภาคสังคม องค์กรเอกชน นักศึกษา และประชาชนผู้ที่สนใจและต้องการขับเคลื่อนสังคมของเราให้ดีขึ้นเข้าร่วมงานพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกิจกรรมดีดีมากมาย  

โดย คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวเปิดงานว่าหากย้อนหลังไป 11 ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่เราได้ร่วมกันจัดงานคนไทยขอมือหน่อย  ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเชิญคนไทยในสังคม มาช่วยกันสร้างสังคมดีให้กับประเทศไทย วันนี้เป็นครั้งที่ 8 ที่เราจัดงานคนไทยขอมือหน่อย ที่ได้เชิญชวนคนในภาคส่วนต่างๆ มาร่วมมือกัน และพัฒนาให้สังคมของเราเป็นสังคมที่น่าอยู่ ธีมการจัดงานวันนี้ยังสอดคล้องเหมือนเดิมจากจุดตั้งต้น เป็นการรวมพลังสร้างสังคมที่ดีสำหรับทุกคน ทุกท่านที่นี้ก็เป็น Active Citizens หลายท่านทำงานมาหลายสิบปี ซึ่งก็คงมีคำถามว่า แล้ววันนี้สังคมดีขึ้นหรือยัง 

อย่างไรก็ตาม สังคมที่ดีในความหมายของแต่ละคนก็มีนิยามต่างกันไป มากน้อยแตกต่างกัน  หลายท่านคงทราบว่าสังคมที่ดีในแง่มุมสำหรับเราก็อาจไม่ได้ดีสำหรับทุกคน และคนที่คิดว่าสังคมยังไม่ดีสำหรับเขาก็คงมีอยู่มาก เป็นพื้นฐานของความเข้าใจถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในสังคม ที่มีทั้งปัญหา ความท้าทาย อนาคตของชาติคนรุ่นใหม่ การศึกษา การอบรมบ่มเพาะ การติดอาวุธให้เขาเป็นคนที่เข้มแข็ง พร้อมจะดูแลสังคมต่อไปในอนาคต เรายังทราบถึงความท้าทายของประเด็นด้านสุขภาพ สาธารณสุข ปัญหา PM 2.5 เป็นเรื่องที่เราก็มีความเข้าใจกับมันมากขึ้น สอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เรื่องมลภาวะต่างๆ  ยังมีปัจจัยเรื่องการขาดธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม

เรื่องต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมยังดีไม่ถ้วนหน้า หลายท่านหลายองค์กรที่ร่วมงานกัน ยังคงมุ่งมั่นร่วมกันสร้างสังคมดีกันอยู่  เชื่อว่าปัญหาและความท้าทายข้างต้นนั้นคงไม่ได้จบภายใน 1-2 ปีข้างหน้า เป็นเรื่องที่เรายังคงต้องให้ความสำคัญ เราคงได้พบกัน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือ เพราะภารกิจขนาดใหญ่ต้องการความร่วมมือ เช่นเดียวกับคอนเซปต์งานครั้งนี้ที่เป็นภาพวงกลมของความหลากหลายต่างๆ ในสังคม เป็นจุดต่างๆ ที่ต้องอาศัยความเชื่อมโยงกัน และจำเป็นต้องมีการทับซ้อนกัน หรือเกี่ยวกัน เป็นตัวแทนของส่วนประกอบต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ผู้ที่มีส่วนได้เสียในสังคมที่จะต้องมีโอกาสในการเชื่อมโยงกัน เสริมสร้างพลังของสังคมดีให้ทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เป็นสังคมดีของทุกคนต่อไป 

สามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ 

Youtube :  https://www.youtube.com/@goodsocietythailand4887 

Facebook : https://www.facebook.com/goodsocietythailand 

มื้ออาหารมีประโยชน์ให้น้องๆ
ผ่านโครงการ FOOD FOR GOOD

มื้ออาหารมีประโยชน์ให้น้องๆ
ผ่านโครงการ FOOD FOR GOOD

เพราะการสร้างการมีส่วนร่วมเป็นการยกระดับการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและมีประโยชน์ในวงกว้าง  โครงการ FOOD FOR GOOD ที่มีภารกิจแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการเด็กไทยด้วยแนวคิดพี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วยสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในสังคมมาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งต่ออาหารที่มีคุณภาพให้น้องๆในการดูแลได้อิ่มท้องด้วยโภชนาการที่ดี

ทางโครงการฯ ชวน มาร์คภาวริสร์ พานิชประไพดีกรี MasterChef Junior Thailandพร้อมเดอะแก๊งค์ ชวนแฟนคลับและทุกคนในสังคมมาร่วมระดมทุนมอบมื้ออาหารที่ดี มีประโยชน์ให้กับเด็กๆ ที่อยู่ห่างไกล  ใน 2 โรงเรียนที่ห่างไกล ตลอด 1 ปีการศึกษา 65

มาร์คภาวริสร์ บอกว่าเพราะผมรักการทำอาหารและเชื่อเหมือนกับ FOOD FOR GOOD ว่าโภชนาการที่ดีคือรากฐานของการเจริญเติบโต  และทุกวันนี้ 1 ใน 3 ของเด็กไทย หรือ 2.9 ล้านคน มีภาวะทุพโภชนาการ เพราะพวกเขาได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่ครบถ้วน ส่งผลให้ร่างกายและสมองของพวกเขาไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ผมจึงอยากชวนทุกคนมาร่วมกับผมเพื่อช่วยกันทำให้เพื่อนๆ ผมที่อยู่พื้นที่ห่างไกลได้มีโภชนาการที่ดีขึ้นครับ และการให้ครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงแค่มื้ออาหารแต่เราจะทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีและเจริญเติบโตอย่างสมวัยครับ

สำหรับเงินบริจาคจำนวนนี้ทาง FOOD FOR GOOD จะนำไปดำเนินการตามกลไก 4 GOOD ของโครงการฯ คือ 

  • GOOD FOOD สนับสนุนมื้ออาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน หลากหลายและมีปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกายให้เด็กในโรงเรียนที่ห่างไกล ตลอดระยะเวลา 1 ปี
  • GOOD KNOWLEDGE ให้ครูได้รับการส่งเสริมความรู้ ความสามารถ จัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนได้อย่างถูกต้อง โดยตลอดโครงการครูจะได้รับคำปรึกษาจากนักโภชนาการจาก FOOD FOR GOOD เพื่อให้เพื่อน ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
  • GOOD FARM สนับสนุนแหล่งอาหารที่ปลอดภัย เพื่อนำมาปรุงอาหาร เพื่อส่งเสริมให้เกิดกองทุนหมุนเวียน สร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่เด็กในพื้นที่ห่างไกลแบบระยะยาว
  • GOOD HEALTH ติดตามภาวะโภชนาการของนักเรียน และทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการและเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง พร้อมทำงานเชื่อมต่อกับสาธารณสุขในพื้นที่ทั้งหมด
This site is registered on wpml.org as a development site.